“ผี” มีอยู่จริง! หรือ เราแค่คิดไปเอง


“ผี” มีอยู่จริง ! หรือเราแค่คิดไปเอง ??
_____________


สวัสดี #วันปล่อยผี กับเทศกาลฮาโลวีน 2023!!
พูดถึงผี แล้วคิดว่า “ผี” มีจริงไหม?...
คำถามนี้ก็ยังคงเป็นปริศนาที่ไขไม่ได้เสียที เพราะมันเป็นเรื่องที่ยังพิสูจน์อย่างชัดเจนไม่ได้

แต่ไม่ว่าจะผีจะมีจริงหรือไม่ เราก็ต้องมองในแง่มุมของวิทยาศาสตร์ด้วย!
เพราะวิทยาศาสตร์สามารถบอกอะไรเราได้หลายอย่าง
วันนี้ STeP จะมาอธิบายมุมมองเรื่องของผี ที่ทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า #สิ่งที่มองไม่เห็น ว่าอะไรที่ทำให้คนเราเชื่อเรื่องผี? กลัวผีหรือเชื่อว่าผีมีอยู่จริง? 




#วันปล่อยผี


   “วันปล่อยผี” หรือวันฮาโลวีน (Halloween) เป็นวัฒนธรรมของชาวตะวันตก ซึ่งเป็นเทศกาลที่จะเฉลิมฉลองก่อนวันสมโภชนักบุญของศาสนาคริสต์จะตรงกับทุกวันที่ 31 ตุลาคม ของทุกๆปี 
เชื่อว่ามีต้นกำเนิดมาจากเทศกาลดั้งเดิมของชาวเคลต์  ที่เรียกว่า Samhain ซึ่งเป็นชื่อของ #เทพเจ้าแห่งความตาย มีขึ้นไว้เพื่อฉลองจุดสิ้นสุดของฤดูกาลเก็บเกี่ยว รวมทั้งการเตรียมพร้อมรับมือกับช่วงมืดและยังถือว่าเป็นวันปีใหม่ของในศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิกอีกด้วย



#ความเชื่อ 


   เคยได้ยินคำว่า 'ไม่เชื่ออย่าลบหลู่' ใช่ไหม? กับสิ่งที่เรามองไม่เห็นนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีอยู่จริง! บนโลกนี้อาจจะมีสิ่งลี้ลับอยู่ล้อมรอบตัวเราก็ได้
เรื่องผีสางในสังคมไทยเรานั้น ผูกพันมาอย่างช้านาน เราถูกปลูกฝังด้วยเรื่องชองวัฒนธรรม พิธีกรรม ศาสนาและความเชื่อต่างๆ ซึ่งก็ไม่แปลกที่จะมีทั้งคนเชื่อและไม่เชื่อ
ในปี 2015 Chapman University ได้ทำการสำรวจและพบว่า ผู้คนจำนวนถึง 52% มีความเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติ ซึ่งรวมถึงเรื่องผีและพบว่ามากกว่า 40% ของชาวอเมริกันเชื่อเรื่องผี บางคนยังอ้างว่าเคยพบเห็นมาแล้วด้วยเช่นกัน



#ทำไมเราถึงเชื่อเรื่อง “ผี”? 


  • เราเชื่อเรื่องโลกหลังความตาย สวรรค์ นรก วิญญาณ ภูติผีปีศาจ
  • เราเชื่อจากการถ่ายภาพติดวิญญาณ คลิปวิดีโอ เสียง หรือหลักฐานต่างๆ ที่แสดงให้เห็นว่า มีสิ่งลี้ลับอยู่จริง
  • เราเชื่อจากสิ่งบันเทิงหรือสื่อต่างๆ เช่น รายการผี ภาพยนตร์สยองขวัญ เรื่องเล่า
  • เราเชื่อจาก พิธีกรรม วัฒนธรรมและศาสนาที่สืบทอดกันมาในท้องถิ่นของมนุษย์



#ผีคืออะไร? 


   นักวิทยาศาสตร์ได้ออกมาอธิบายหลายครั้งว่า “ผีไม่มีจริง” และเป็นเพียงแค่ “กลุ่มพลังงาน” เท่านั้น!แต่ใครหลายคนที่เจอกับตัวก็มักจะค้านกับหลักการนี้อย่างสุดขีด จึงจำเป็นต้องมีการพิสูจน์ หาทฤษฏีต่างๆ มาอธิบาย
การศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ อธิบายว่า “ผี” เป็น “พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่ง” พลังงานในลักษณะที่คล้ายพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของโทรศัพท์มือถือ
และในทางกลับกันการใช้มือถือ ซึ่งมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นจำนวนมากนั้น อาจทำให้เห็นภาพ แสง เงา แปลกๆต่าง ๆ มากขึ้นนั่นเอง


*สรุปแล้ว* “ผี” ในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์ก็คือ กลุ่มพลังงานหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ซึ่งอาจมองเห็นหรือไม่เห็นก็ได้นั่นเอง



#ทฤษฎีที่ทำให้คนเห็นผี!? 


  • ความผิดปกติเรื่องการนอน (ผีอำ) /ภาวะ Sleep Paralysis  

   #ผีอำ หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่าภาวะ Sleep Paralysis เป็นภาวะที่ร่างกายรู้สึกตัวแต่ไม่สามารถขยับร่างกายได้ มักจะเกิดขึ้นในขณะที่กำลังกึ่งหลับกึ่งตื่น อาการนี้มักเกิดขึ้น 2 ช่วงเวลา คือ ช่วงใกล้หลับ  25% และใกล้ตื่น 75% หากมีความผิดปกติในการนอนหลับเราทุกคนก็มีโอกาสที่จะมีอาการ "ผีอำ" ได้ เพราะสมองถูกรบกวนขณะที่กำลังทำงานในสภาวะวัฏจักร หลับ-ตื่น โดยอาจจะรู้สึกได้หลายรูปแบบ เช่น เห็นภาพคนลักษณะที่ไม่ชัดเจนเป็นภาพมัว ๆ  หรือรู้สึกตัวแต่ขยับร่างกายไม่ได้ พยายามเท่าไหร่ก็ไม่มีแรงเคลื่อนไหว และอย่างสุดท้ายคือรู้สึกหายใจไม่ปกติ จุกที่อกเหมือนกำลังโดนทับอยู่นั่นเอง


  • ความฝันขณะตื่น (Waking dream) 

   ดร.โจ นิกเคล นักวิจัยอาวุโสของ "คณะกรรมการซีเอสไอ" (Committee for Skeptical Inquiry - CSI ) ซึ่งเป็นหน่วยงานเอกชนที่ส่งเสริมการตรวจสอบปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ ได้เป็นภาวะเคลิ้มที่สมองตื่นอยู่แต่ร่างกายยังหลับไม่ตอบสนอง มีความเกี่ยวข้องกับอาการตัวแข็งเป็นอัมพาตขณะหลับอีก บอกว่าภาวะความฝันขณะตื่นทำให้คนมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกับความกลัวในจิตใจได้ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ตายไปแล้วหรือมนุษย์ต่างดาว ส่วนมากจะเห็นว่ามีภูตผีมายืนข้างเตียง บ้างอาจรู้สึกว่าถูกกดทับหรือถูกบีบคอจนร้องไม่ออก


  • ความกลัว (Phasmophobia) 
   ความกลัวที่ฝังลึกในจิตใจและส่งผลให้เกิดปฏิกิริยารุนแรงทางกาย ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มองเห็นภูตผีได้ โดยนายแบรนดอน อัลวิส ผู้ก่อตั้งสมาคมวิจัยปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติอเมริกัน (APRA) บอกว่าภาวะความกลัวสามารถทำให้เกิดอาการแพนิก (Panic Attack) หรือการตื่นตระหนกหวาดกลัวอย่างรุนแรงควบคุมไม่ได้ จนมองเห็นภาพหลอนขึ้นมาได้นั่นเอง


  • การขาดออกซิเจนในสมอง (Cerebral anoxia) 

   การขาดออกซิเจนในสมอง (Cerebral anoxia) สามารถทำให้ประสาทสัมผัสและการรับรู้บิดเบี้ยวผิดจากความเป็นจริงออกไปได้ รวมทั้งยังทำให้มองเห็นภาพหลอนได้ง่ายอีกด้วย การขาดออกซิเจนในสมองทำให้ผู้ป่วยหนักรู้สึกถึงประสบการณ์แปลก ๆ ขณะใกล้ตาย และมีความรู้สึกว่าวิญญาณกำลังล่องลอยออกจากร่างได้ด้วย


  • ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เป็นพิษ 

   ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์มีความเกี่ยวข้องกับกรณีบ้านผีสิงหลายแห่งมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1920 แล้ว โดยมีหลักฐานการวิจัยที่ชี้ว่า เมื่อสมองได้รับก๊าซดังกล่าวเข้าไปมากจะทำให้ร่างกายเกิดอาการวิงเวียนคลื่นเหียน หายใจขัด รู้สึกเหนื่อยล้าสับสน รวมทั้งเห็นภาพหลอนหรือหูแว่วได้ยินเสียงหลอนประสาทได้

ผู้ที่รอดชีวิตจากเหตุคาร์บอนมอนอกไซด์เป็นพิษ ยังอาจมีอาการป่วยต่อไปหลังจากนั้นนานหลายปีได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมอง ทั้งด้านความจำ ความคิด และพฤติกรรม บ่อยครั้งที่มีรายงานว่าผู้ป่วยเห็นภาพหลอน ได้ยินเสียงแว่วต่าง ๆ ทั้งเสียงกระดิ่งและเสียงคนวิ่งไล่กัน รวมทั้งรู้สึกถึงสัมผัสประหลาดคล้ายผีมาแตะต้องตัวอีกด้วย


  • คลื่นเสียงความถี่ต่ำ การได้ยินเสียงที่ชวนขนลุก 

   หูของคนเราสามารถรับคลื่นเสียงได้ที่ระดับความถี่ตั้งแต่ 20 ถึง 20,000 เฮิรตซ์ หรือเป็นช่วงความถี่ที่เรียกว่า 'โซนิค' (Sonic) โดยเสียงที่มีระดับความถี่เกินกว่า 20,000 เฮิรตซ์ หรือ คลื่นเหนือเสียง หรือที่เรียกว่า 'อัลตร้าโซนิค' (Ultrasonic) นั้น หูของคนเราไม่สามารถรับรู้ได้ ซึ่งแตกต่างจากสัตว์

ถึงแม้ว่าหูของคนเรานั้นจะไม่ได้ยินเสียงความถี่ต่ำ จากการศึกษาและพบว่า 22% ของผู้ชมคอนเสิร์ตสัมผัสกับเสียงที่ความถี่ 17 เฮิรตซ์ กลุ่มคนเหล่านี้ เกิดความรู้สึก ไม่สบายใจ เศร้าโศก หนาวสั่น หรือหวาดกลัว อีกทั้ง ยังพบว่าทำให้เกิดผลทางสรีรวิทยา เช่น หัวใจเต้นเร็ว การเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินหายใจ และสามารถบิดเบือนลูกตาทำให้เห็นภาพเลือนลาง รวมถึงหูแว่วได้อีกด้วย


  • คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า electromagnetic fields (EMF) 

   ทฤษฎีอธิบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในสนามแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ electromagnetic fields (EMF) ที่ถูกสร้างขึ้นจากวัตถุที่มีประจุ คลื่นพลังงานมีจัดเรียงตามสเปกตรัมตามความยาวคลื่น เมื่อความยาวคลื่นลดลง พลังงานของคลื่นจะเพิ่มขึ้น โดยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าแผ่ออกจากวัตถุเป็นคลื่นพลังงานในรูปแบบต่างๆ เช่น คลื่น วัตถุ การเคลื่อนไหวของวัตถุต่างๆ เป็นต้น 

การที่เกิดจุดอากาศเย็นผิดปกติหรือมีผู้สัมผัสถึงพลังงานเคลื่อนไหวประหลาดในบางสถานที่นั้น เกิดขึ้นได้จาก 'การเกิดสนามแม่เหล็กไฟฟ้าชั่วคราว' ซึ่งแหล่งที่มาของ EMF นั้น เกิดได้จากทุกสิ่งอย่าง ตั้งแต่เต้าเสียบไฟที่ผนังบ้าน ไปจนถึงพายุฝนฟ้าคะนอง และรวมถึงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากเครื่องมือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และจากฝีมือมนุษย์ได้ด้วยเช่นกัน


  • พลังงานที่เปลี่ยนรูป 

   นักวิทยาศาสตร์ที่พยายามอธิบายการมีอยู่ของผี อย่างเช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้เสนอพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับการมีอยู่จริงของผี โดยอ้างอิงกฎ First Law of Thermodynamics เมื่อพลังงานไม่สามารถสร้างหรือทำลายได้ แต่เพียงเปลี่ยนรูปแบบ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับพลังงานในร่างกายของคนเราเมื่อตายไป พลังงานที่ปรากฏนั้น คือ ผีใช่หรือไม่ เมื่อเจาะลึกลงไปในฟิสิกส์พื้นฐาน คำตอบที่ได้นั้น คือ 'หลังจากที่คนตายพลังงานในร่างกายของคนเราจะกลับคืนสู่สิ่งแวดล้อม' เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เมื่อตายไปพลังงานจะถูกปลดปล่อยออกมาในรูปของความร้อน ส่วนของร่างกายจะถูกย่อยสลายโดยสัตว์ แบคทีเรีย รวมถึงการดูดซึมของพืช กลายเป็นพลังงานที่ถูกแปรเปลี่ยนรูปไปนั่นเอง


   

   สุดท้ายแล้วก็ยังคงเป็นปริศนาต่อไปว่า ผีมีจริงหรือไม่!? แต่หากเราจะเชื่อว่ามีจริงก็ไม่ผิด หรือหากจะไม่เชื่อก็ไม่ผิดเช่นกัน! เพราะเรื่องนี้ถือเป็นความเชื่อที่ละเอียดอ่อนส่วนบุคคล ดังนั้น #ผี จะมีหรือไม่มีในโลกจึงอาจไม่สำคัญเท่ากับการรู้จักและเข้าใจที่มาของสิ่งเหล่านั้นได้ และไม่แน่ว่า ในวันหนึ่ง เราอาจพบบทสรุปที่แท้จริงได้ ก็เป็นได้ ... 


#CMUSTeP #MakeInnovationSimple #CreativeSTeP #Halloween #Ghost #ฮาโลวีน #ผี #เรื่องผี #โลกหลังความตาย #สิ่งลี้ลับ #วันปล่อยผี


อ้างอิงข้อมูล :

https://www.pptvhd36.com/news

https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/63214/-scibio-sci-

https://www.neurogenius.com/blog/r/16